บ้านพักระดับไฮเอนด์แบบยั่งยืนจากไม้ไผ่ต้นทุนต่ำกับดีไซน์ที่ไม่ธรรมดา

Madrid Rio ดีไซน์เมืองใหม่ เพิ่มพื้นที่สีเขียว เพื่อการอยู่อาศัยที่ยั่งยืน

MAA Music and Art Apprentices Camp

มหกรรมลานโพธิ์ ตอน “งานวัดลอยฟ้า”

นิทรรศการผลงานสร้างสรรค์กรุงเทพ ครั้งที่ 1” (1st Bangkok Creative Exhibition)

Architecture Art Artist Book Branding business business matching Community contest&award Craft creative creative-city creative-economy creative-society Creative Business Creativities-Unfold-2011 creativity culture Design Designer Design Icon Education event exhibition fair fashion Food Green innovation inspiration Interview-old Local-wisdom marketing material music product product-design Product development Project seminar SME technology textile Trend workshop

รวมบทความ Creative Space Workshop จาก Creativities Unfold, Bangkok 2011 (CU 2011)

รวมเรื่องราว (บทความ) ของ นิทรรศการปกติศิลป์ (ART Normal) ที่(ไม่)ปกติศิลป์

รวมบทความ จับคู่ธุรกิจด้วยความคิดสร้างสรรค์ จังหวัดเชียงใหม่

เถ้าฮงไถ่ : ต่อยอด DNA แห่งตำนานด้วย “จินตนาการ” และ “ความสนุก”

December 28, 2011

เรื่อง : พลอย มัลลิกะมาส / ภาพ : วศินบุรี สุพาณิชวรภาชน์ 
จัดทำประกอบ: ภูริวัต บุญนัก

หนึ่งในสัญลักษณ์ของเมืองราชบุรีที่ทุกคนรู้จักกันดีก็คือ “โรงงานเถ้าฮงไถ่” ผู้ผลิตเครื่องปั้นดินเผาเก่าแก่ ที่อยู่เคียงคู่กับเมืองราชบุรีมานานกว่า 80 ปี

“เถ้าฮงไถ่” เริ่มต้นกิจการขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2476 โดยนายซ่งฮง แซ่เตีย และนายจือเหม็ง แซ่อึ้ง สองเพื่อนรักนักปั้นดินเผาซึ่งกอดคอเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่สมัยอยู่เมืองปังโคย ประเทศจีน ทั้งสองได้ย้ายรกรากมาอยู่ที่กรุงเทพมหานครก่อน จนวันหนึ่งที่ทั้งคู่ได้ค้นพบแหล่งดินชั้นดีในจังหวัดราชบุรี จึงชักชวนสมัครพรรคพวกมาตั้งโรงงานเพื่อผลิตไหน้ำปลา โอ่งน้ำไม่มีลาย และกระถางต้นไม้ ขึ้นเป็นแห่งแรกเพื่อทดแทนการนำเข้าจากประเทศจีน

ต่อมาในปี พ.ศ. 2486 นายซ่งฮงและนายจือเหม็งได้แยกตัวออกมาตั้งโรงงาน “เถ้าแซ่ไถ่” โดยเริ่มผลิต “โอ่งลายมังกร” ขึ้นเป็นครั้งแรก (ทั้งสองสั่งดินขาวจากประเทศจีนมาใช้ในการประดิษฐ์ลวดลายมังกร) กระทั่งในปี พ.ศ. 2497 นายซ่งฮงก็ได้แยกตัวออกมาอีกครั้ง และตั้งโรงงานใหม่ของตัวเองภายใต้ชื่อ “เถ้าฮงไถ่”

นับเป็นเวลาร่วม 8 ทศวรรษที่โรงงานเถ้าฮงไถ่มุ่งมั่นให้บริการลูกค้าชาวไทยด้วยการผลิตโอ่ง กระถางต้นไม้ และเครื่องปั้นดินเผาหลากหลายชนิด สินค้าของที่นี่มีพัฒนาการไม่เคยหยุดนิ่งมาตั้งแต่รุ่นบุกเบิก จนกระทั้งวันนี้ที่กิจการตกทอดมาถึงมือทายาทรุ่นที่ 3 คือ คุณติ้ว วศินบุรี สุพาณิชวรภาชน์ (เจ้าของรางวัลศิลปินดีเด่นศิลปาธร สาขาออกแบบ ประจำปี 2553)

ปัจจุบันคุณวศินบุรีดูแลกิจการในฐานะผู้อำนวยการฝ่ายออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์โรงงานเครื่องเคลือบดินเผาเถ้าฮงไถ่ (นอกจากนั้นเขายังเป็นอาจารย์พิเศษภาควิชาเครื่องปั้นดินเผา คณะมัณฑณศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร และคณะวิทยาลัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรม ภาควิชาศิลปอุตสาหกรรม สาขาวิชาออกแบบเซรามิค สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ และเป็นหนึ่งในศิลปินเซรามิคที่มีผลงานแปลกใหม่ออกมาให้ชมโดยตลอด)

จากรุ่นปู่สู่รุ่นพ่อ
วศินบุรี : “โรงงานเถ้าฮงไถ่เริ่มบุกเบิกมาตั้งแต่สมัยรุ่นอากง (คุณปู่) ที่ย้ายรกรากมาจากเมืองจีนและมาปักหลักในจังหวัดราชบุรี อากงเห็นว่า ที่นี่มีดินดี เหมาะแก่การปั้นโอ่งครับ ในสมัยก่อนขั้นตอนการผลิตจะแยกออกจากกันชัดเจน อากงผมเป็นช่างปั้นก็ปั้นอย่างเดียว คนทำสีก็ทำสีอย่างเดียว คนเขียนลายก็เขียนลายอย่างเดียว แต่ละคนเขาจะมีเทคนิคความชำนาญเฉพาะด้าน ซึ่งก็ผ่านการลองผิดลองถูกมาเยอะ ดินที่ราชบุรีกับดินที่เมืองจีนยังไงเสียก็ไม่เหมือนกัน กว่าพวกเขาจะรู้ว่าอะไรคือเทคนิคที่เหมาะสมต่อการผลิตโอ่งที่เมืองไทยที่สุด มันก็เสียหายไปเยอะ ตอนนั้นหุ้นส่วนหลายคนถอดใจไป แต่อากงของผมยังคงยืนหยัดที่จะสู้ต่อครับ หลังจากรุ่นอากงก็มาเป็นรุ่นเตี่ย (พ่อ) ซึ่งเกิดและเติบโตมากับโรงงานเครื่องปั้นดินเผา แต่ไปเรียนจบปริญญาตรีคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี ซึ่งไม่เกี่ยวอะไรกับเครื่องปั้นดินเผาเลยสักนิด แต่อาศัยว่าเตี่ยผมได้ตามอากงไปขายของตั้งแต่เด็กๆ พอเรียนจบมาเตี่ยก็เลยเข้ามารับช่วงดูแลกิจการโรงงานต่อ”

“ความเกลียดกลัว” พลิกผันสู่ “ความสนุก”
วศินบุรีเคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า ความทรงจำและคะแนนเต็ม “0” ในวิชาศิลปะสมัยเรียนชั้นประถม 5 ทำให้เขาเคยเกลียดและกลัววิชาศิลปะอย่างถึงขีดสุด และแม้ว่าจะมีโรงงานเครื่องปั้นดินเผาเป็นสนามเด็กเล่นมาตั้งแต่วัยเยาว์ เขาก็ไม่เคยสนใจหรือใส่ใจสิ่งใกล้ตัวที่เรียกว่า “เซรามิค” นี้เลยสักนิด

วศินบุรี : “ผมเติบโตวิ่งเล่นมาในโรงงาน โรงงานเปรียบได้กับเพลย์กราวน์ของผม  แต่ผมก็ไม่เคยสนใจเรื่องเซรามิคหรืออะไรพวกนี้ ไม่เคยลองทำจริงๆจังๆ ด้วยซ้ำ แต่ด้วยความที่เห็นพ่อทำงานหนักมาตลอดชีวิต ตื่นแต่เช้าเลิกงานดึกดื่น แม้แต่แม่เองก็เคยเอ่ยปากบอกผมว่า อย่าไปทำเลยเซรามิค ไปทำอาชีพอย่างอื่นดีกว่า เป็นหมอ เป็นวิศวกร เป็นอะไรอย่างอื่นไป แต่มันก็ยังมีคำถามเดียวที่ค้างคาใจมาตลอดว่า ถ้าเราไม่ทำแล้วใครจะทำต่อ?”

“กว่าจะรู้ตัวอีกทีว่าชอบศิลปะก็ตอนเรียนอยู่ปีที่ 2 ที่เยอรมันครับ ปีแรกนั้นเป็นปีที่ทรมานใจมาก เราเรียนผ่านไปด้วยความสงสัยว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ สิ่งที่เราทำมันใช่สิ่งที่เราต้องการจริงๆ รึเปล่า แต่พออยู่ปี 2 ที่ภาษาผมเริ่มดีขึ้นแล้ว เริ่มปรับตัวได้มากขึ้นแล้ว วันหนึ่งผมก็ไปเที่ยวบ้านเพื่อนแล้วเห็นเขากำลังปั้นงานที่ตัวเองชอบ พอเห็นอย่างนั้นแล้วมันก็รู้สึกสนุก รู้สึกอยากทำอะไรที่เป็นของเราเองบ้าง”

“มันเหมือนเส้นผมบังภูเขานะครับ เพราะที่ผ่านมาเราไม่เคยนึกหรือสนใจงานศิลปะเลย และไม่เคยคิดจะทำอะไรของตัวเอง แค่ทำตามโจทย์ที่ครูให้ด้วยความตั้งใจที่สุด แค่อยากได้คะแนนดีโดยไม่ได้มีความรักในสิ่งที่ทำเลยสักนิด พอหลังจากวันนั้นผมก็เลยคิดได้ว่า ไม่ว่าจะเป็นศิลปะหรือเซรามิค มันไม่ได้มีแค่สิ่งที่เราเคยเห็นหรือเคยรู้ แต่มันมีอะไรต่างๆ อีกมากมายที่ซ่อนอยู่ ที่เราสามารถเข้าไปค้นหา ทดลอง และเล่นกับมันได้อีกไม่รู้จบ”

“ทุกวันนี้ก็เลยสนุกที่จะได้ทำลายจินตนาการของตัวเอง หมายความว่า ทุกครั้งที่ผมจินตนาการถึงงานชิ้นหนึ่ง แล้วผมทำมันจนเสร็จเป็นรูปธรรมขึ้นมา จินตนาการก่อนหน้านั้นก็จะมลายหายไป พูดง่ายๆ ก็คือความฝันมันหมดไป แต่เราได้ความจริงเข้ามาแทนที่ นั่นทำให้เราตื่นเต้น และฝันถึงจินตนาการอันใหม่ที่กำลังจะเข้ามา เพื่อว่าเราจะได้ทำลายมันอีก”

Brand DNA ของ “เถ้าฮงไถ่” 
ในวันที่กิจการยืนหยัดมาเนิ่นนานหลายทศวรรษ คุณวศินบุรีก็ยังคงยืนยันว่า เขาไม่ได้ให้ความสำคัญกับการ Re-Branding แต่กลับมุ่งไปที่การทำ Sub-Branding มากกว่า

วศินบุรี : “สิ่งที่ผมต้องการที่สุดก็คือ เพิ่มผลงานของเถ้าฮงไถ่ให้มีความหลากหลายมากขึ้น จะสังเกตว่าที่ผ่านมาผมไม่เคยเปลี่ยนแปลงแบรนด์เถ้าฮงไถ่เลย แต่จะเป็นการ “เสริม” และ “เพิ่มเติม” ของเดิมที่มีอยู่แล้วในลักษณะการแตกย่อยเป็น Sub Branding เช่นว่า อีกหน่อยอาจจะมีเถ้าฮงไถ่ สตูดิโอ ฯลฯ หลายคนถามผมว่า ทำไมไม่เปลี่ยนให้เถ้าฮงไถ่มีความเป็นอินเตอร์ฯ มากขึ้น ผมก็ถามกลับไปครับว่า คำว่าอินเตอร์ฯ ของคุณหมายถึงอะไร หมายถึงการเปลี่ยนชื่อตราสินค้าให้เป็นภาษาอังกฤษอย่างนั้นเหรอ  ผมไม่มองแบบนั้นนะ ผมว่าถ้าเราอยากเป็นอินเตอร์ฯ เราก็ต้องทำในสิ่งที่เรามันอินเตอร์ฯ เพราะแค่การเปลี่ยนชื่อมันคงไม่ช่วยอะไร”

“ตั้งแต่ยุคแรกๆ สมัยอากงทำโอ่งมังกรจนกระทั่งถึงตอนนี้ ผมว่าอัตลักษณ์ของเถ้าฮงไถ่ก็คือ ความรัก ความสุข และความสนุกที่ได้ทำงานดินเผา สิ่งนี้อาจเป็นสิ่งที่สร้างความแตกต่างให้เรามากที่สุด สินค้าของเถ้าฮงไถ่มีความหลากหลาย มีความตลกขำขัน จะบอกว่าเป็น DNA ของเราก็ได้ เพราะเตี่ยก็เป็นคนแบบนี้ แต่อาจจะไม่กระเจิดกระเจิงเท่าผมนะ” (หัวเราะ)

องค์ประกอบที่ 5 ว่าด้วยเรื่อง “ความบังเอิญ”
ในการทำเซรามิคนั้นบางครั้งทฤษฎีก็ช่วยได้แค่ระดับหนึ่ง เพราะสุดท้ายแล้วมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบธาตุทั้ง 4 คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ แต่สิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือองค์ประกอบข้อที่ 5 ที่ว่าด้วย “ความบังเอิญ”

วศินบุรี : “เราจะรู้ผลลัพธ์ที่แน่นอน 100% ได้ก็ต่อเมื่อเราเผางานจนเสร็จและเปิดเตาออกมาดู ซึ่งคำว่าบังเอิญของผมนี่ต้องอาศัยการสังเกตด้วยว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร และทำอย่างไรจะให้มันเกิดขึ้นได้อีก  คำๆ นี้อาจไม่เป็นที่ถูกใจของคนหลายคน แต่ส่วนตัวแล้วผมมองว่า ความบังเอิญคือเรื่องสำคัญ เพราะมันเป็นสิ่งที่เหนือการควบคุม มันทำให้เกิดสิ่งใหม่ และทำให้เซรามิคมีความแตกต่างจากศิลปะประเภทอื่นๆ”

แตกต่างอย่าง “เถ้าฮงไถ่”
วศินบุรี : “ถ้าถามว่าอะไรคือจุดขายของเถ้าฮงไถ่ ก็คงหนีไม่พ้นเรื่องของ “ดีไซน์” เพราะเป็นสิ่งที่เราถนัดที่สุด คือ เราเชื่อ เราจินตนาการ เราอยากเห็นรูปทรงของมัน แล้วเราก็ทำมันขึ้นมา ที่สำคัญเรากล้าที่จะแตกต่างจากคนอื่นครับ อย่างสมัยที่คนอื่นเขานิยมสีเอิร์ทโทนเรียบๆ เรากลับเลือกที่จะลองทำสีสดๆ อย่างเช่น สีแดงสด ที่หลายคนเคยบอกว่าเหมือนอีกาคาบพริก ตอนนี้ก็กลายเป็นสินค้าชิ้นที่ถูกลอกเลียนแบบมากที่สุด คือ ผมเชื่อว่าถ้าคน 99 คนซื้อของตามเทรนด์ อีก 1 คนที่เหลือมันน่าจะเป็นคนแบบเรา คือ คนที่ไม่อยากได้ของอะไรที่เหมือนกันคนส่วนใหญ่ครับ”

เคล็ด (ไม่) ลับ จากปู่สู่พ่อ จากพ่อสู่ลูก
วศินบุรี : “ประสบการณ์จริงคือสิ่งสำคัญที่สุด สิ่งที่คนรุ่นก่อนเรียนรู้จากชีวิตจริงมันไม่มีสอนกันในโรงเรียนครับ  อีกเรื่องคือเราต้องมองให้เห็นถึงความผิดพลาดให้ได้ แล้วเอาสิ่งที่ผิดพลาดนั้นมาพัฒนาต่อ เช่น สีเคลือบเหลือบๆ ซึ่งเป็นสินค้าคลาสสิคของเถ้าฮงไถ่ในปัจจุบันก็เกิดจากการสังเกตความผิดพลาด เตี่ยเขาสังเกตว่า พอเคลือบตรงนี้แล้วมีสุนัขไปฉี่ใส่ สีมันก็กลายเป็นจ้ำๆ ซึ่งความผิดพลาดแบบนี้แหละที่เราสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับงานอื่นๆ ได้”

ทำในสิ่งที่ “ชอบ” เมื่อได้เจอในสิ่งที่ “ใช่”
ก่อนจะลาจากกันในวันนั้น วศินบุรีทิ้งทายเรื่องการสืบทอดธุรกิจครอบครัวไว้อย่างน่าฟัง

วศินบุรี : “แต่ก่อนผมคิดว่ามันเป็นเรื่องของชะตากรรมหรือฟ้าลิขิตที่ทำให้เราต้องมาสืบทอดกิจการต่อจากที่บ้าน แต่ปัจจุบันผมกลับมองว่าผมโชคดีฉิบหายที่ได้สานต่อกิจการของครอบครัว เพราะอยู่ๆ ผมก็ได้ทำในสิ่งที่รัก งานทุกอย่างมันเหนื่อยมันเครียดทั้งนั้น แต่นี่เราได้เหนื่อยได้เครียดกับครอบครัว แถมยังเป็นสิ่งที่เราสนุกไปกับมันด้วย ตอนนี้ผมเห็นแล้วว่าพ่อแม่เขาตั้งใจทุ่มเทกันมาขนาดไหน แล้วเราอยู่ดีๆ จะหันหลังทิ้งมันไปได้อย่างไรกัน”

เกร็ดความคิด
– ข้อดีของการทำธุรกิจครอบครัว คือ หัวหน้าครอบครัวสามารถดูแลสมาชิดครอบครัวได้ไปเรื่อยๆ ถือเป็นกำไรที่บรรพบุรุษแต่ละรุ่นได้สานต่อรากฐานองค์ความรู้ไว้
– ความยากง่ายในการสานต่อกิจการครอบครัวอยู่ที่การสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ ให้คนรุ่นก่อนได้เห็นถึงผลงานและเชื่อมั่นในวิสัยทัศน์ความตั้งใจของเรา

ข้อมูลเพิ่มเติม : เว็บไซต์ร้านเถ้าฮงไถ่

0 Like | 0 Dislike
Post by: Ploy MallikamasCategory: Articles, Lead GraphicsComment: No >>
blog comments powered by Disqus